ปลายทางของ จิ้งจอกสยาม

เมื่อคืนนี้วันอังคารที่ผ่านมามีศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ให้เลือกดูกัน 2 คู่

เลสเตอร์ – แอต.มาดริด กับ เรอัล มาดริด – บาเยิร์น มิวนิค

ถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพยนตร์ เกมระหว่าง "กษัตริย์ชุดขาว" กับ "เสือใต้" น่าจะเป็นหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีอัตราความมึนเมามัน 80,000 ตีนถีบ แถมแน่นด้วยศิลปินดังระดับซูเปอร์สตาร์ดุจดั่ง Fast 8 ที่กำลังโกยรายได้มหาศาลอยู่ในช่วงเวลานี้ ในขณะที่เกมระหว่าง เลสเตอร์ กับ แอต.มาดริด น่าจะเป็นเพียงแค่หนังแอคชั่นฟอร์มเล็กๆเกรด.บี เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ที่ไม่เคยรู้ว่าดูแล้วจะสนุกสนานหรือเปล่า?

แน่ๆว่าท่านผู้ชมทางบ้านโดยมากน่าจะเลือกดูเกมระดับ "Fast 8" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค มากยิ่งกว่า ด้วยคาดการณ์ได้ไม่ยากว่ามันน่าจะอุดมด้วยความสนุกและก็ตื่นเต้นมากยิ่งกว่าเกมอีกคู่ เพราะว่าต่างฝ่ายคงจะต่างเดินหน้าเต็มสปีดเข้าบดขยี้พลางซ้ำๆใส่กันด้วยอาวุธหนักนานาประเภทให้ตายหงส์ตายห่านไปข้าง

ส่วนอีกคู่เป็นฟุตบอลสไตล์คล้ายกันคือเน้นเกมรับแน่นแฟ้น ก่อนหาจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร ดูแล้วโอกาสที่เกมจะออกมาน่าระอามีสูงขึ้นยิ่งกว่าความมึนเมามัน

ตัดสินใจเลือกไม่ยากเลยครับผมว่าน่าจะมองคู่ไหนมากยิ่งกว่ากัน?

แม้แต่แฟนบอลของ เลสเตอร์ สิตี้ ในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ที่มีปริมาณมหาศาลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบในฤดูกาลนี้ยังน่าจะเลือกมองเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค เลยขอรับ

แต่ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมกลับวินิจฉัยเลือกดูหนังเกรด บี.เรื่องFun88"จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ในขณะที่มีลักษณะท่าทางว่าน่าจะไม่สนุกซะแบบงั้น!

เหตุผลง่ายๆเลยขอรับ

เพราะว่าผมเป็นคนประเทศไทย

ผมเป็นคนประเทศไทยหวานใจทุกๆอย่างที่มีความเป็นไทย โดยไม่เว้นแม้แต่สโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษ

ในเมื่อ เลสเตอร์ สิตี้ มีเจ้าของเป็นคนประเทศไทย และก็ผมก็เป็นคนประเทศไทยทั้งอัน ซึ่งก็กล่าวได้ว่าพวกเขาคือทีมของคนประเทศไทยทั้งประเทศ แล้วถ้าผมไม่เชียร์ทีมของคนประเทศไทย แล้วจะให้ผมไปเชียร์ทีมของชาวภรรยานม่าร์เหรอขอรับคุณ

ที่สำคัญคือเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พลพรรคจิ้งจอกสยามได้สร้างความสำราญให้คนประเทศไทยทั้งประเทศด้วยการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน่าพิศวงมากกว่าเทพนิยายทุกเรื่องในเมืองมนุษย์ มิหนำพวกเขายังเอาโทรฟี้อันมีเกียรติมาให้คนประเทศไทยชื่นชอบอีกต่างหาก

นี่คือแง่งามของความเป็นไทยที่มีบริบทมากยิ่งกว่าการเป็นสโมสรฟุตบอลเพียงแค่สโมสรหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ & ฉะนี้

ถ้าคุณเกิดเป็นคนประเทศไทย คุณก็จำเป็นต้องเชียร์ทีมของคนประเทศไทยจริงไหมขอรับ และก็เมื่อ เลสเตอร์ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คนประเทศไทยอย่างผมก็เลยจำเป็นต้องขอเชียร์ทีมของคนประเทศไทยอย่าง เลสเตอร์ แบบสุดใจขาดดิ้น

ถ่มยยยยย!!!!!

อันนี้ข้าตอแหลขอรับ 5555

คือคอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีอาการทางจิตนิดหน่อยอย่างผมมีความคิดว่าในขณะนี้คนประเทศไทยโดยมากถูกใจอ่านอะไรที่มันตอแหลๆอย่างงี้ครับผม ผมเลยลองเขียนอะไรที่มันดูดัดจริตๆผสมน้ำเสียอย่างงี้ออกมา เผื่อผู้อ่านจะยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านประเภทหญิง (อิอิอิ)

ข้อเท็จจริงเหตุผลที่ผมเลือกมองคู่นี้ก็ไม่มีอะไรมากมายหรอกขอรับ เพียงแค่ต้องการจะทราบดีว่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ผู้แทนเพียงแค่เพียงอย่างเดียวจากเมืองหลวงที่ลูกหนังที่เหลืออยู่ในเส้นทางสายนี้จะไปไกลได้ขนาดไหน แล้วมันเสมือนคำพยากรณ์ของท่านเจ้าคุณหรือเปล่า?

อย่าลืมครับผมว่า เลสเตอร์ สิตี้ เป็นทีมที่มี "พลังงานบางสิ่ง" คอยช่วยเหลืออยู่ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

ยกตัวอย่างในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอยู่ในกรุ๊ปที่ทีมอื่นเห็นแล้วอาจตาร้อนผะผ่าวจนผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นทีมอันดับแรกๆของกรุ๊ป ช่วยให้รอดพ้นจากการพบทีมระดับยักษ์ใหญ่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

การเอาชนะแชมป์ ยูโรปา ลีก อย่าง เซบีญ่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ชี้ให้เห็นว่าพลพรรคจิ้งจอกสยามนั้นไม่ธรรมดา อย่างน้อนก็พิสูจน์ความสามารถตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

จนถึงในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ถูกจับมาชนกับทีมตราหมีที่ขนาด เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และก็บาเยิร์น มิวนิค ยังขยาด ผมต้องการจะทราบอย่างยิ่งว่าไอ้พลังงานบางสิ่งจะช่วยให้ เลสเตอร์ ผ่านไปได้อีกหรือเปล่า

เพราะว่า แอต.มาดริด นี่แหละคือ "ของจริง" ที่สุดของพวกเขาในทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้

แม้จะพุ่งชนความปราชัยในเกมแรก โดยไม่ได้อะไรที่เรียกว่า "อะเวย์โกล" กลับออกมาด้วย แต่ก็เป็นการแพ้เพียงแค่ประตูเดียว โอกาสยังเปิดกว้าง และก็อะไรก็เกิดขึ้นได้

ที่สำคัญคือจำเป็นต้องไม่ลืมเลือนว่า เลสเตอร์ ยังมี "พลังงานบางสิ่ง"

เมื่อเทียบเคียงกันตำแหน่งต่อตำแหน่ง ผู้เล่นของ แอต.มาดริด มีศักยภาพสูงขึ้นยิ่งกว่า การผ่านบอลจากเท้าสู้เท้าค่อนข้างแม่นยำกว่า ความสามารถเฉพาะบุคคลก็สูงขึ้นยิ่งกว่า แถมสมาชิกของ ดิเอเก๋ สิเมโอเน่ ยังเล่นกันบนความรัดกุมอีกต่างหาก เกมรับแน่นแฟ้นมากมาย ช่วยเหลือกันรุม ช่วยเหลือกันซ้อนจนเกือบจะหาจังหวะทำคะแนนไม่ได้

อย่างงี้น่าอึดอัดขอรับ เพราะว่าแขกไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ใช้ความเร็วระดับทะลุเมืองนรกได้ตามถนัด แถมยังชิงจังหวะทำลายตาข่ายได้ก่อน ซึ่งโน่นเท่ากับว่า เลสเตอร์ จำเป็นต้องยิงคืนถึง 3 ดอก โดยห้ามเสียประตูเพิ่ม

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อย่างงี้มันก็จำเป็นต้องแก้ไข

จุดนี้ เคร็ก เช็คสเปียร์ ที่ปรึกษาคนใหม่ของ เลสเตอร์ ที่โดนค่อนขอดมาตลอดว่าไม่ต้องใช้สมองอะไรล้นหลาม เพียงแค่ทำทุกๆอย่างดังที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยทำเอาไว้ก็พอเพียงสามารถทำได้ไฉไลเอามากๆครับผม

คุณพี่เขาแก้เกมด้วยการปรับระบบใหม่จาก 4-4-2 มาเป็น 3-5-2 โดยถอดเซ็นเตอร์ฯ ออกไปหนึ่งคนแล้วขยับฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง แดนนี่ ซิมพ์สัน กับ คริสเตียน ฟุค เข้ามาเป็นป้อมปราการหลังตัวกลางประชิด เวส มอร์แกน แล้วส่งตัวสำรองดาวรุ่งอย่าง เบน ชิลล์เวลล์ ลงมาเล่นเป็นวิงแบ็คด้านซ้ายพลางโยก มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาเป็นวิงแบ็คด้านขวา

นอกเหนือจากนั้นยังขยับ รียาด ม่าห์เรซ มาเป็นตัวเคลื่อนเกมรุกกึ่งกลาง แล้วส่งศูนย์หน้ารูปร่างสูงยาวหัวเข่าดียิ่งกว่าอย่าง เลโอนาร์โด้ อูยัวร์ ลงมาเป็นหัวหอกแทน เคยชินจิ โอกาซากิ ซึ่งมีแต่ลูกขยัน

หลังจากสลับตัวและก็ปรับระบบการเล่นแล้ว รูปเกมของ เลสเตอร์ สิตี้ ก็ดีแล้วขึ้นแบบทันตาพลางบุกกดดันรองแชมป์เก่า ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆจนเกือบจะโงหัวไม่ขึ้น

ขั้นตอนการเล่นแบบบ้านๆของทีมจิ้งจอกสยามคือการวิ่ง-สู้-ฟัด กัดไม่ปล่อย แล้วเน้นการโจมตีด้วยลูกกลางอากาศแทบทุกรูปแบบตามสไตล์อังกฤษโบราณนั่นแหละขอรับ

ใครซักคนพูดว่าขั้นตอนการเล่นอย่างงี้มันไม่มีซึ่งจินตนาการเท่าๆกับไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

โธ่…ก็ศักยภาพผู้เล่นของ เลสเตอร์ มันก็จำกัดอยู่เพียงเท่านี้นี่หว่า แกจะให้พวกเขาเล่นแบบ บาร์เซโลน่า ได้เช่นไร

ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆนี่แหละช่วยให้เจ้าบ้านตีเสมอได้อย่างเร็วในช่วงต้นครึ่งหลัง เพียงแค่มันไม่เพียงพอที่จะเอาชนะเกมรับอันหนักแน่นและก็หนักแน่นปานภูเขาของ แอต.มาดริด เพียงเท่านั้น

แล้วไอ้พลังงานบางสิ่งที่ว่าล่ะ มันโผล่ออกมาช่วยเหลือพวกเขาหรือเปล่า?

ขอบอกว่าเกมนี้ เลสเตอร์ สำแดงอะไรที่เรียกว่า "พลังงานบางสิ่ง" ออกมาให้เห็นแล้วครับผม นั่นก็คือการเล่นบนความทุ่มเท และก็สู้ตายโดยไม่เกรงศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าของคู่แข่ง

มิซ้ำยังเป็น แอต.มาดริด นี่แหละที่ออกอาการหวาดกลัวออกมาให้เห็น

เลสเตอร์ สิตี้ จัดว่ามาไกลกว่าที่คาดแล้วครับผม แถมยังเป็นผู้แทนเพียงแค่เพียงอย่างเดียวจากเมืองหลวงลูกหนังที่ทะลวงมาถึงรอบนี้อีกต่างหาก

นี่คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ เลสเตอร์ สิตี้ และก็บางคราวมันอาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะว่าไม่เคยรู้แบบเดียวกันว่าเมื่อใด พวกเขาจะมีโอกาสกลับมาเล่นในรายการนี้อีก

 

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงทุ่งนาต่อนี้ไป ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งนั้น 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 41 นัดหมายในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมิลลิเมตร..ทำลายตาข่ายเสียกระทั่งสิ้นซากขนาดนี้ ถือว่าจำนวนมากสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดูกาล ดาวยิงวัยแก่ผู้นี้ถูกดูหมิ่นจากนักวิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลเซ่นว่าจะเจอกับความยากลำบากที่สุดในอาชีพการค้าแข้ง เพราะเหตุว่าที่นี่คือพรีเมียร์ลีก – สมรภูมิแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและก็เอาจริงเอาจังบนอัตราความฮาร์ดคอร์เยอะที่สุดในเมืองมนุษย์
ปัจจุบันนี้ใครก็ตามที่เคยหมิ่นประมาทเขาเอาไว้ดูอย่างกับว่าโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบ
ต่อนี้ไปทดลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆนะครับ) โดยเอาผลที่ได้รับจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำคะแนนสำคัญๆมาหักจำนวนประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ประมาณว่าถ้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลที่ได้รับจากการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นเช่นไรนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
เห็นไหมนะครับว่าถ้าพี่เอ็งไม่ยิงหรือยิงไม่ได้ คะแนนของทีมสีแดงที่แมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดหมายชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตกาลดาวยิงทีมชาติประเทศสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แม้กระนั้นหากพี่เอ็งยิงไม่ได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 และก็ชวดแชมป์ไปเลยนี่คือจุดสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นจำพวกห้ามป่วย ห้ามพัก และก็ห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เพราะเหตุว่าเวลาหายไป ไม่ได้ลงในสนาม "เด็กผี" จะนึกถึงพี่เอ็งอย่างควรหนัก เฉพาะอย่างยิ่งหาก แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ด้วยล่ะก็ อัตราความคิดถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นล้นจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดหมายอย่างไรแต่ จุดนี้นับว่าเป็นดาบสองคม เพราะเหตุว่าการผูกขาดทำคะแนนให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เกือบจะผู้เดียวบางทีอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" ซ้ำๆได้สูงสุดคือ 15 ประตู รองลงมาคือ ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล และก็มาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู ช่วงเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ พึ่งจะยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นเองดูอย่างกับว่า โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงอกเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากมายเสียด้วยนะครับ
คือถ้าไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต ยกเว้นบางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่อยากให้พักน่องหรืออยากจัดผู้เล่นชุดสองลงในสนามบ้างที่สำคัญคือถ้าได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออกอีกต่างหาก
ถึงแม้ว่าจะเล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือทำตัวไม่มีประโยชน์ ผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะไม่มีทางเปลี่ยนตัวเขาออกมาจากสนาม เหมือนกับกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำเป็นแค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตนเอง ดาวเตะที่เพื่อนฝูงร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้ห่วยแตกสิ้นดีนะครับ ขนาดฆ่าจุดโทษยังโดนเซฟเลย ชาวบ้านก็แลเห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แม้กระนั้น "มูมู่" กลับปลดปล่อยให้คุณพี่เขาทำตัวไร้ประโยชน์บนฟลอร์หญ้ากระทั่งครบ 90 นาที โดยเลือกถอดคนอื่นออกแทนซะแบบนั้น
รู้เรื่องว่าทั้งคู่น่าจะทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เพราะเหตุว่าความเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงอกเกรงใจ" จะไม่ใส่อยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษและก็พจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นได้ที่ภายหลังหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" บางทีอาจไม่ได้คิดต้องการจะขายวิญญาณให้ภูติผีแดงตั้งแต่แรก แม้กระนั้นเป็นเพราะเหตุว่าถูกเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ร้องขอ หรือบางทีอาจเคยมีพระคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยก้นมาอยู่ร่วมกันที่โรงแสดงละครที่ความฝัน
โน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะเหตุใด ที่ปรึกษาวัย 54 กะรัตถึงเกรงอกเกรงใจลูกทีมคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัดหมาย แถมไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออก เพื่อเป็นการทดแทนถ้าเป็นลูกก็นับว่าเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจกระทั่งเคยตัวเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็เลยไม่ต่างอะไรจาก "สิทธิพิเศษชน" ในทีมภูติผีสามแง่ง ซึ่งถือว่าผิดหลักการปกครองอย่างหนัก เนื่องด้วยบางทีอาจก่อเรื่องการน้อยใจขึ้นในทีม
ในขณะที่จริงๆแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมที่มีความเด็ดขาดมากมายนะครับ เขาไม่มีทางปลดปล่อยให้ลูกทีมยิ่งใหญ่กว่าตนเองอย่างแน่แท้ ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งสมัยเป็นที่ปรึกษาของ เชลซี – ผู้ครอบครองทีมอย่าง "อาเสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดยอดเยี่ยมดาวยิงค่าตอบแทน 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟเชนเก๋ มาให้ โดยมีข้อต่อรองว่าจะต้องส่งลงในสนาม แม้กระนั้น "เชว่า" กลับงัดฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่สำเร็จกระทั่งเปลี่ยนเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวถึงขนาดส่งผลให้ผู้จัดการทีมกับผู้ครอบครองทีมจะต้องแตกหักกัน
ดาวถล่มตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอเก๋ คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์ปรี่ ก็เช่นเดียวกันที่ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษพิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ สุดท้ายตนเองเลยโดนลูกทีมคิดคดทรยศกระทั่งโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการทีมมาแล้ว
และก็โดยไม่เว้นแม้กระทั้งลูกทีมในขณะนี้อย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้นจะมาหายใจด้วยกันอีกทีในชุดแต่งกายภูติผีแดงและก็ทุ่งนาต่อนี้ไป แม้กระนั้นหากพิจารณาให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" คือผู้เล่นคนแรกที่มักจะถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เปลี่ยนตัวออกเป็นคนแรกอยู่เสมอ
ก็เลยพอจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มหน้าให้ลูกทีมผู้ใดกัน ยกเว้น "พี่หลา" เพียงคนเดียวที่จัดอยู่ในจำพวก "ห้ามสัมผัส" เป็นกรณีพิเศษ
ผมรู้เรื่อง โชเซ่ มูรินโญ่ นะครับ รู้เรื่องว่าเฮียเอ็งคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ชาวบ้านทั่วๆไปไม่รู้จัก หรือบางทีมันบางทีอาจเป็นข้อจำกัดพิเศษที่เจาะจงเอาไว้ในสัญญาที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นไปได้ มันบางทีอาจเป็น "ข้อจำกัด" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ภูติผีแดงอะไรราวนั้น
ปัญหาก็คือไม่ใช่ทุกนัดหมายที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยมพลางกระทุ้งตาข่ายได้ตลอด
บ่อยครั้งที่เขาหวงบอลมากเกินไป บ่อยครั้งที่เขาทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก และก็บ่อยครั้งที่ออกอาการอารมณ์เสีย หรือชักสีหน้าใส่เพื่อนฝูงร่วมทีมที่ดันเล่นผิดใจ
เหมือนกันกับบางนัดหมายที่สมจะต้องเป็นตัวสำรองบ้าง หรือถูกเปลี่ยนตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานอย่างสม่ำเสมอตลอด 90 นาทีในทุกๆนัดหมาย
ถึงปัจจุบันนี้ "อิบรา" ยังไม่ได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นะครับ แถมฤดูกาลหน้าอายุเขาจะมากขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ เช่นไรสภาพร่างกายก็จะต้องเสื่อมโทรมลงไปตามธรรมชาติ ก็เลยไม่มีทางรักษามาตรฐาน หรือเล่นดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่แท้เท่านั้นยังไม่พอ
มันยังเดาได้ไม่ยากว่าฤดูกาลหน้าเช่นไร แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวถล่มประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมทัพแน่นอน
หากอยากยืดสัญญาออกไปอีก 1 ปี บางที "เฮียหลา" บางทีอาจจะต้องเห็นด้วยความเป็นจริงข้อนี้ เหมือนกันกับยอมรับสภาพการดำเนินชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นที่สองรองจากคนอื่นคำถามคือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่แก่ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นตัวสำรองได้หรือเปล่า? ผมตอบให้ก็ได้นะครับว่า…ไม่มีทาง ดาวเตะที่วางท่าและก็เย่อหยิ่งอย่าง "อิบรา" ไม่มีทางยอมเป็นที่สองรองใคร – มันก็เลยคงเหลืออยู่แค่เพียง 2 ลู่ทางเพียงแค่นั้น